ลูบหลัง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่ ) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรม เพราะเข้าพรรษามา ๑ เดือนแล้ว พรรษา ๓ เดือนไง อธิษฐานพรรษาแล้วอยู่ในที่ใดต้องพยายามฝึกหัดปฏิบัติ ทำให้หัวใจเราเป็นความจริงขึ้นมา
ออกพรรษาแล้ว รับกฐินแล้วไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติมา ๓ เดือน สิ่งที่กระทำมานี้ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
สิ่งที่ทำไปแล้วนะ สิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันจะเป็นความสุขในหัวใจดวงนั้น สันทิฏฐิโกคือรู้แจ้งในใจของตน ถ้ามันเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นความเห็นผิด มันเป็นการส่งออก มันเป็นอารมณ์เคลิบเคลิ้ม เหมือนยาเสพติด เสพแล้วมีอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว
นี่ก็เหมือนกัน เวลามันส่งออกไปเป็นอาการเท่านั้น มันไม่เป็นความจริง ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คำว่า “สันทิฏฐิโก” มันชัดเจนแจ่มแจ้ง มีเหตุและมีผล ไม่มีสิ่งใดจะให้กิเลสมันตบหัวเล่นได้
เวลากิเลสมันตบหัวเล่นนะ ให้มันส่งออก ไปรู้ไปเห็นสิ่งใดขึ้นมาแล้วเป็นธรรมๆ ไง นั่นน่ะกิเลสมันตบหัว เวลามันตบหัวแล้วนะ ล้มกลิ้งไปเลย มันเหยียบย่ำทำลายอยู่อย่างนั้นน่ะ ตัวเองก็ไม่เข้าใจ แล้วอารมณ์อย่างนั้นหรือเป็นธรรมๆ มันเป็นธรรมเพราะอะไร เพราะเป็นอนิจจังไง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แล้วเอ็งรู้อะไรล่ะ
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อนัตตานะ เราเป็นผู้รู้ผู้เห็น สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในใจของพระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันต้องดับไปเป็นธรรมดา มันมีเหตุมีผลของมันไง ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา สันทิฏฐิโก รู้แจ้งไง
จะเอาเรื่องเหตุมาก็มีเหตุยืนยันกัน จะเอาเรื่องท่ามกลาง ธรรมทั้งหลายๆ ท่ามกลางที่สติปัญญามันใคร่ครวญอยู่มันก็มี เวลาถึงที่สุดมันนิโรธ มันดับ มันขณะ ก็ชัดเจน เอาอะไรมาเถียงล่ะ กิเลสมันโต้แย้งไม่ได้ กิเลสมันตบหัวไม่ได้ กิเลสมันย่ำยีไม่ได้
แต่เวลามันส่งออกไปนะ กิเลสมันกระทืบเอา แหม! บรรลุธรรม ไร้สาระ
ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ ถ้าหัวใจดวงนี้ขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้าหัวใจของตนนะ เข้าพรรษา อธิษฐานพรรษา ถือธุดงควัตร นี่เป็นเครื่องขัดเกลา ขัดเกลาอะไร ขัดเกลากิเลสไง
ถ้าเป็นเครื่องขัดเกลา เห็นไหม เพราะมันไม่ได้สมตามสมความปรารถนาของมัน ถ้าปล่อยให้มันเป็นอิสรเสรีภาพ มันกระทืบตายเลย มันกระทืบหัวใจดวงนี้ตายเลย แล้วกิเลสก็บังเงาว่านี่เป็นธรรมๆ แล้วพูดอะไรเป็นเรื่องกิเลสทั้งนั้น กิเลสมันหลอกตัวเองไง
นี่กิเลสมันหลอกตน หลอกตนเสร็จแล้วก็ไปหลอกคนอื่น แล้วก็ไปหลอกสังคมไทย ไปหลอกสังคมชาวพุทธ สังคมชาวพุทธก็เลยกลายเป็นที่ล้มลุกคลุกคลานไปทั้งสิ้น มันเพราะอะไร เพราะมันเป็นกิเลสไง ถ้าเป็นธรรมไง ตบหัวแล้วลูบหลัง เวลามันตบหัวไง ล้มกลิ้งล้มหงายไปเลยนะ ลูบๆ ปฏิบัติพอเป็นพิธีไง ให้มันเกาเล่นไง เกาหลังๆ มันไม่จริงไม่จังขึ้นมาเลย
เป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ ธรรมะอยู่ฟากตาย ฟากตายตรงไหนน่ะ ฟากตายเพราะว่า ยอดเขา เราขึ้นไปฝั่งหนึ่งถึงยอดเขา ลงไปอีกฝั่งหนึ่งไง นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่มันจะเป็นธรรมๆ มันอยู่ฝั่งไหน
นี่ไง โคนำฝูงๆ เป็นผู้ที่ฉลาด ไม่พาฝูงโคนั้นไปวังน้ำวนให้กิเลสมันดูดตายหมดเลยไง โคผู้ฉลาดพาฝูงโคนั้นออกจากวังน้ำวน จากฝั่งของวัฏฏะ จากฝั่งของกิเลสข้ามสู่ฝั่งของธรรม ข้ามฝั่ง ไม่ใช่ไปตายกันอยู่กลางวังน้ำวนนั้น ไม่ยอมจำนนมันทั้งสิ้น
ฉะนั้น เอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เข้าพรรษาแล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา ไม่ใช่เกาหลังเล่นนะ แค่ลูบๆ คลำๆ ทำอะไรก็ลูบๆ คลำๆ ห่วงอย่างเดียวน่ะ ห่วงมันทุกข์มันยาก ขี้เกียจขี้คร้าน
เวลาวิชาของหลวงตาไง กอนแล้วก็นิน กินแล้วก็นอน มีกินกับนอน นอนกับกินเท่านั้นน่ะ บวชมานอนมากินใช่ไหม ติดเตียงไง ถึงเวลาก็ให้น้ำเกลือ
ถ้าเป็นจริงเป็นจัง สุขภาพกาย สุขภาพจิต
สุขภาพกาย คนเราถ้าแข็งแรงจะทำอะไรก็ทำได้ อยากทำสิ่งใดก็ทำด้วยความสมความปรารถนา จะทำอะไรก็ทำได้ แล้วทำได้จริงหรือเปล่า ถ้ามันสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพกายที่แข็งแรงทำอะไรก็ทำให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา
สุขภาพจิต สุขภาพจิตนะ คนเราถ้ามีกำลังใจ มีขวัญและกำลังใจ อะไรก็ทำได้ มันจะทุกข์มันจะยากแค่ไหน มันทุกข์ยาก ใครก็ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ไอ้เรามันอ่อนแอกันเกินไป เจออะไรก็ล้มลุกคลุกคลาน ยอมจำนน ยอมแพ้ ยอมแพ้แล้วก็นั่งคอตก แล้วเราก็อยากจะได้ธรรมะ
ธรรมะอยู่ฟากตายไง นี่ไง ที่ครูบาอาจารย์อยู่ฟากตาย มันเอาตายน่ะมาหลอก แล้วเวลาทำอะไรก็ขี้เกียจขี้คร้าน ก็กลัวตายนั่นแหละ กลัวมันจะเสียรูป โธ่! มันจะเสียไปไหน
สัตว์บางชนิดนะ แขนขาขาดมันงอกได้ สัตว์บางชนิดมันงอกได้ มันมีเซลล์พิเศษของมัน ไอ้ของเรานะ ถ้าแขนขาขาดก็ใส่ของเทียมไง ขาเทียมแขนเทียมนั่นน่ะ แต่ถ้าหัวใจล่ะ มันขาดอะไรไป สิ่งที่มันขาดนั่นล่ะ มันไม่มีสิ่งใดเติมเต็มความในใจของตน นี่ไง ก็ลูบหลังไง เกาเล่น แค่ลูบหลัง ธรรมะลูบหลังใช่ไหม
มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เวลาทำความสงบใจเข้ามาให้เป็น ปัญญาที่จะทำความสงบของใจให้ได้ ถ้ามีสติปัญญา นั่นคือปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธิ หมายความว่า คิดสิ่งใดแล้ว สิ่งที่ความคิดนั้นน่ะเรามีสติเท่าทันเท่าอารมณ์ความคิดนั้น อารมณ์ความคิดนั้นทำไมมันให้โทษกับหัวใจของเราเหลือเกิน ถ้ามันให้โทษกับหัวใจของเราเหลือเกิน นี่เวลาคิดธรรมะไง นี่ไง อารมณ์นี้มันเป็นอะไร อารมณ์มันเกิดจากอะไร แล้วอารมณ์ให้ผลเป็นอย่างไร ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมันนะ มันก็เป็นแค่อารมณ์
เพราะเราไม่เท่าทันมันเองไง อารมณ์มันก็เป็นแค่ความโลภ ความโกรธ ความหลงไง เพราะไม่เท่าทันไง ไม่เท่าทันก็หลงอารมณ์ไง พอหลงอารมณ์ อารมณ์ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาไง พอเป็นรูปเป็นร่างมันก็หลอกไง พอหลอกก็คิดต่อเนื่องกันไปไง แล้วก็คิดอยู่นั่นน่ะ มันก็ขี้ถ่ายความทุกข์ไว้ให้ในหัวใจนั้นไง
ถ้ามีสติปัญญาเท่าทันมัน เห็นไหม เท่าทันมันได้อะไร ด้วยอะไร
ด้วยธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พอเท่าทันมัน มันก็อายไง ความคิดก็เกิดจากเรานะ โง่เง่าเต่าตุ่นให้มันหลอกอยู่อย่างนั้นน่ะ เวลามันเท่าทันมัน มันไปไหนล่ะ อารมณ์มันไปไหนล่ะ มันอายไปเลยล่ะ ถ้ามันอายมันก็หยุดคิดไง นั่นน่ะปัญญาอบรมสมาธิๆ ไง
หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ทำความสงบของใจให้ได้ ทำความสงบของใจ สงบทำไม สงบเพื่อคลายทุกข์ไง สงบเพื่อไม่ให้มันทุกข์มันยากไง ถ้ามันสงบระงับเข้ามาก็มีความสุขไง ถ้ามีความสงบขึ้นมา นั่นก็เป็นพื้นฐานไง เป็นพื้นฐานมันเป็นสัมมาสมาธิไง
ถ้าสัมมาสมาธิมีกำลังพอหรือไม่มีกำลังไม่พอไง ถ้ากำลังไม่พอก็ทำความสงบให้มากขึ้นไง ชำนาญในวสีไง มีความชำนาญไง พอมีความชำนาญขึ้นมาแล้ว ถ้ามันยังภาวนาไม่ต่อเนื่องไปนะ ก็น้อมไป น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นอะไรก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่งอันเดียว
แต่ความจริงมันไม่ใช่ ความจริงนะ เป็นนักปราชญ์ เห็นกาย แล้วจะไปเห็นเวทนา แล้วจะไปเห็นจิต แล้วจะไปเห็นธรรม นี่ไง มันเกาหลังเล่นน่ะ ธรรมะเกาหลังๆ
อะไรก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนใหญ่แล้วมันลังเลสงสัย มันอยากจะให้รู้แจ้ง กลัวรู้แล้วจะไม่รู้รอบขอบชิด รู้แล้วจะไม่มีสติปัญญา รู้แล้วจะต้องคลี่คลาย รู้แล้วต้องเป็นนักปราชญ์ รู้แล้วจะแทงทะลุปรุโปร่ง ลูบหลังๆ กิเลสมันเกาเล่น แล้วก็แค่นั้นน่ะ แล้วก็หันรีหันขวาง ทำอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วจะทำอะไรต่อไป
ก็ภาวนาไง ก็นักภาวนานี่ไง กิเลสมันหลอกว่า ถ้าไม่ทำอะไรเลย กิเลสมันก็กระทืบเอา เวลาจะมุมานะ เข้าพรรษา อธิษฐานพรรษามันก็ตบหัวเล่นน่ะ เวลาจะเอาจริงเอาจังจะประพฤติปฏิบัติก็ลูบหลัง เกาหลังเล่น แก้คัน เกาแก้คัน
กิเลสมันเป็นอย่างนั้นหรือ อย่างนี้หรือชำระล้างกิเลส อย่างนี้หรือนักปฏิบัติ อย่างนี้หรือจะรู้เท่าทันกิเลส
ไอ้นี่มันสบประมาทกิเลสเกินไป นึกว่ากิเลสมันของเล่นๆ ไง กิเลสก็เขียนชื่อไว้ ก.ไก่ สระอิ สระเอ ส.เสือ แล้วเผาไฟทิ้ง กิเลสกูฆ่าแล้ว เขียนชื่อมันแล้วก็เผาไฟทิ้ง อย่างนั้นใช่ไหม อย่างนั้นหรือการแก้กิเลส
กิเลสเขารู้เขาเห็นนะ กิเลสนะ พญามารน่ะมันครอบงำหัวใจของสัตว์โลก ไม่มีหัวใจดวงใดพ้นจากมือมันไปได้ทั้งสิ้น แล้วเวลาเรือนยอดของเรือน ๓ หลัง ความโลภ ความโกรธ ความหลง พ่อมันคืออวิชชา
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหักเรือนยอดของเรือน ๓ หลัง พญามารสิ้นไป ตายไปในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันคร่ำครวญครวญครางเลยล่ะ ไปอ้อนวอนลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลงเพื่อจะมาหลอกมาลวงต่อไปไง
นี่ไง เวลากิเลสเขาเห็น เขาเห็นทั้งหน้า เห็นทั้งร่าง เห็นทั้งสันดาน เห็นทั้งนิสัย เห็นทั้งเล่ห์เหลี่ยม เห็นถึงที่มันฝังอยู่ในหัวใจที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาเขารู้เขาเห็นนะ เขาด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่รุกเร้า รุกเข้าไปในหัวใจของตน ชำระล้าง สำรอกคายกิเลสออกไปเป็นชั้นเป็นตอนนะ กิเลสมันดิ้นรนคร่ำครวญครวญคราง
เอ็งเคยเห็นไหม เอ็งรู้จักมันหรือเปล่า เอ็งเห็นเงามันหรือเปล่า
เกาหลังเล่นน่ะ ลูบๆ คลำๆ ไร้สาระ
เอาจริงเอาจังขึ้นมา นี่หนึ่งเดือนแล้ว เอาจริงเอาจังของเราขึ้นมา เอาจริงเอาจัง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนานั่นน่ะ เอาจริงเอาจัง เห็นไหม
เวลาเอาจริงเอาจัง อัตตกิลมถานุโยค เอาจริงเอาจังก็ถลำไปว่าความจริงความจังอันนั้น แต่ความจริงความจังอันนั้นมันก็เป็นแก่นสาร พอเป็นแก่นสารแล้วมันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาหรือไม่เป็นขึ้นมา ไม่เป็นขึ้นมา เราก็ทบทวนของเราอยู่อย่างนั้นน่ะ ความทบทวนด้วยความละเอียดอ่อน ความระมัดระวัง มันต้องจับได้สิ
ขณิกสมาธิ ทำความสงบของใจชั่วครั้งชั่วคราวมีความสงบสุขพออยู่ได้ เวลาทำความสงบบ่อยครั้งเข้า อุปจารสมาธิ สมาธิมันจะเข้มแข็งของมันขึ้น อุปจาระคือวงนอก คืออารมณ์มันเกิดจากความรู้สึก ธาตุรู้ ธาตุรู้คือตัวรู้ อัปปนาสมาธิ สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่านั่นคือตัวจริงของจิต
เวลาเข้าขณิกสมาธิก็สมาธิเริ่มแยกออกมาจากปุถุชน เริ่มแยกออกมาจากอารมณ์โลก ที่ว่าอารมณ์ๆๆ นี่แหละ ความคิดๆๆ นี่แหละ เวลามันเริ่มสงบขึ้น เฮ้ย! ความคิดเป็นความคิดนะ อันนี้มันก็เป็นความสุขอันหนึ่ง แต่ก็ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ ขณิกสมาธิเป็นสมาธิแบบว่าฟ้าแลบ เป็นพยับแดด เป็นครั้งเป็นคราว ขณิกสมาธิ
ทำความสงบของใจให้มากขึ้นๆ จิตมันสงบ อุปจาระ คือสมาธิกับอารมณ์ มันจับอารมณ์ได้ สมาธิกับอารมณ์มันกระทบกันแล้ว ถ้ามันกระทบได้
ขณิกมันแป๊บๆๆ เป็นฟ้าแลบ เป็นพยับแดด แต่ฟ้าแลบ พยับแดดก็มีไง ดูสิ เวลาแดดออก บนถนนมันมีพยับแดด เห็นไปเป็นรูปเป็นร่างเลยล่ะ ไอ้นักเดินทางเวลาเขาขี่อูฐไปทางทะเลทราย เห็นพยับแดดนึกว่าเห็นสระน้ำ เห็นบึงใหญ่ เพราะมันหิวมันกระหายมาก นี่ไง พยับแดด นี่เวลามันเป็นของมันเป็นครั้งเป็นคราวไง
มีความชำนาญของเรา ถ้ามันสงบมากขึ้นนะ แวบๆๆ พยับแดดมันรู้ นั่นน่ะอาการอันหนึ่ง นี่ตัวจิตไง นี่อุปจารสมาธิ เวลาถ้าทำความสงบมากขึ้นๆ เพราะอุปจารเป็นพยับแดดที่เรารู้เห็น จับต้องไม่ได้ ไม่มีอำนาจวาสนา
ในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติมาก่อน ทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับฝึกหัดให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา
ไม่ใช่นั่งเกาหลัง ลูบหลังเล่น กิเลสมันลูบหัวเล่นนั่นน่ะ ตบหัวแล้วลูบหลัง แล้วก็กลิ้งอยู่ในหัวใจของตน ปฏิบัติเจียนตายก็ได้พิธีกรรมอันนั้น ได้ความเพียรอันนั้น ได้ความทุกข์ความยากในทางจงกรม ได้ความทุกข์ความยากในการนั่งสมาธิ
ในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติมามันต้องมีต้นทุน ลงทุนลงแรงของแต่ละบุคคล แต่ละบุคคลลงทุนลงแรงขึ้นมาจนจิตมันสงบระงับขึ้นมาในหัวใจของตน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีๆ จิตดวงนั้นจะได้สงบระงับบ้าง สงบระงับขึ้นมามันก็เป็นสมถะ สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน
ยกเครนน่ะ เครนที่ยกของน่ะ เวลาที่เขาจะยกเขาต้องตั้งขาหยั่งมันนะ ขับรถไปแล้วก็ยกเลย รถมันก็กลิ้งอยู่นั่นน่ะ พลิกไปตามวัตถุที่ยกน้ำหนัก
ยกเครนนะ รถเขาวิ่งไป ก่อนจะยกเครนเขาตั้งขาหยั่ง ๔ ขา กว่าจะตั้งได้ ตั้งเครนเพื่อจะยกของ ยกน้ำหนักแค่ไหน เครนนั้นมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ยกของได้น้ำหนักมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร
สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งการงาน เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมานะ ถ้าน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ มันเริ่มจับได้ มันจะยกของมัน มันยกจะชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย ชิ้นใหญ่ ชิ้นที่มันแปลกประหลาด ชิ้นที่มันมีทั่วไป ฝึกหัด แล้วก็ทำของเราไง ฝึกหัดของเราๆ ให้ฝึกหัดขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริงของเรา
ถ้าฝึกหัดขึ้นมาเป็นตามความเป็นจริงของเรา มันมีทางแยกแตกต่างกันออกไปเป็นชั้นเป็นตอน แค่ทำสมาธิ มิจฉากับสัมมา มิจฉาคือสมาธิที่ผิด ตกภวังค์ นั่งหลับ นั่งคร่ำครวญ ส่งออกไปเห็นร้อยแปดพันเก้า มิจฉาสมาธิ
ไม่มีความสงบระงับบ้างเลย มันก็จะไม่รู้ไม่เห็นอะไร มันจะรู้มันจะเห็นอะไรไม่ได้ ถ้ามันจะรู้จะเห็นนั้นต้องหาจิตแพทย์ ส่งโรงพยาบาล ผิดปกติ แต่ถ้าเรานั่งภาวนา เราจะนั่งภาวนา เราเพื่อจะทำความสงบของใจ เราจะค้นคว้าหาความจริงในใจของตน
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราจะแก้ไขจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราจะต้องเข้าไปสู่ตัวตนของตัวเองให้ได้ก่อน ถ้ามันเป็นมิจฉามันก็เป็นเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องอภิญญา เรื่องโลกๆ เรื่องสิ่งที่มีอยู่ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เรื่องพราหมณ์น่ะ พวกลัทธิ ฤๅษีชีไพร มันเป็นของคู่โลก มันมีมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว มันมีมาประจำโลก แล้วเราก็จะมาปฏิบัติอย่างนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปศึกษาค้นคว้ากับเขามาแล้ว แล้วไม่เอา เพราะมันไม่ใช่ทาง มันไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นทาง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ศีล ฌาน ปัญญา ไม่เคยพูดอย่างนั้น มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ฌานไม่เอาๆ
แต่ที่อนุโลม อนุโลมคือว่า จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันเคยเกิดมาตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ มันเคยทำของมันมา ก็ทำให้เป็นสัมมา จากฌานน่ะ ให้มีสติปัญญาเท่าทัน ให้เป็นปกติปัจจุบันธรรม ให้จิตมีสงบแล้วมีสติปัญญาอยู่ เห็นไหม มันจะเข้าสัมมาสมาธิไง
จากมิจฉาๆๆ จากความเคยชิน จากอำนาจวาสนา จากสิ่งที่มันทำความเลวร้าย มีสติปัญญารั้งได้ จิตนี้ถ้ามีสติปัญญามันรั้งได้ มันจะไปไหน ดึงกลับได้ ถ้าดึงกลับไม่ได้ แก้ไขไม่ได้
แก้กรรมๆ ไง แก้กรรมก็แก้สมาธิให้ผิดให้ถูกอยู่นี่ ไอ้ที่สมาธิที่ผิดๆๆ น่ะ มันก็เป็นสมาธิ สมาธิคือเนื้อของจิต คือตัวจิตมันหดสั้นเข้ามาจากสถานะความเป็นธรรมชาติอันนี้ แล้วมันสงบเข้ามาในสถานะธรรมชาติของจิต แต่มันอยู่ที่จริตนิสัย อยู่ที่การขับดันของกรรม ขับดันของกรรมเก่ากรรมเดิม มันก็ขับดันออกไปอย่างนั้น มันก็รู้เห็นไปตามโลกนั่นแหละ
แต่ตอนนี้ปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติขึ้นมา ถ้าพระปฏิบัตินะ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติมาเจียนอยู่เจียนตาย เริ่มต้นน่ะ เพราะอะไร
ก็ทำสมาธิเหมือนเรานี่แหละ ที่ทำกันอยู่นี่ ที่เราทำกันแล้วไม่เป็นสมาธิๆ อยู่นี่ ท่านก็เป็นแบบนี้ แต่ทำไมท่านเอาจริงเอาจังขึ้นมาได้ล่ะ เอาจริงเอาจังขึ้นมาจนทำสมาธิได้ สมถกรรมฐาน เครนปักขาหยั่งได้ ยกกาย เวทนา จิต ธรรมขึ้นมาพิจารณาได้ ถ้ายกขึ้นมาพิจารณาได้ เห็นไหม นี่ไง สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง เพราะอะไร
นี่คือธรรมวินัย นี่คือศาสดา นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วอีลุ่ยฉุยแฉกก็ปฏิบัติไปให้กิเลสมันตบหัว กระทืบ ยอมจำนน กลิ้งอยู่อย่างนั้นน่ะ ให้เป็นอริยบุคคลขึ้นมาไม่ได้
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำของท่านมาก่อน พอทำของท่านด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านได้สร้างบุญญาธิการมา เพราะว่าท่านบอกท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นี่คืออำนาจวาสนาเดิม นี่คือการสร้างสมมาของพระโพธิสัตว์
เวลาการกระทำ ท่านทำขึ้นมาให้เป็นความเป็นจริงเป็นจังของท่าน แล้วพิจารณาของท่าน ท่านลาความเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านถึงมาฝึกหัดปฏิบัติด้วยปัญญาของท่าน ท่านถึงได้ผ่านเป็นชั้นเป็นตอนบุคคล ๔ คู่
บุคคล ๔ คู่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล บุคคล ๔ คู่ บุคคล ๘ จิตมีสถานะถึง ๘ ชนิด ๘ อย่าง ๘ สถานะ แล้วเราไม่รู้ถึงสถานะของจิตที่มันเป็นบุคคลแต่ละชั้นแต่ละตอน
นี่ไง ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาท่านสิ้นกิเลสแล้วท่านถึงอบรมบ่มเพาะเราอยู่นี่ไง อบรมบ่มเพาะขึ้นมาเป็นข้อวัตรปฏิบัติไง แล้วข้อวัตรปฏิบัติก็ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริงของเราขึ้นมาไง
ถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเราทำความจริงขึ้นมา ให้มันเป็นสัมมาทิฏฐิความถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นสมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิในปัจจุบันนี้ ถ้าสมาธิในปัจจุบันนี้ ขณิกสมาธิ รู้เลย ก่อนเดิมที่เราทำมามันเป็นสมาธิแค่ขณิกสมาธิ มันถึงจับสิ่งใดไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
แต่เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติให้มากขึ้น สมาธิมันถูกต้องชอบธรรม ละเอียดรอบคอบขึ้น เป็นอุปจารสมาธิ สมาธิมันน้อมไปเห็นกายได้
เห็นกาย อาการเหมือนกัน แต่อาการที่เกิดเป็นกาย
อาการเวทนา เวทนาเป็นอาการไหม ถ้าสัมมาสมาธิ ถ้าเป็นอาการ มันจับต้องได้ไหม เวทนา
เป็นจิต จิตผ่องใส จิตเศร้าหมอง
เป็นธรรมอารมณ์ อารมณ์ที่เกิดขึ้นๆ ธรรมอารมณ์ ถ้าจิตมันสงบแล้วไง ถ้ามันจับอารมณ์ได้ อารมณ์ไม่ใช่จิตไง ที่มันเสวยนี่ไง ที่มันส่งออกนี่ไง นี่ไง ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ไง
ผู้รู้ๆ ผู้รู้จริงๆ มันก็รู้แต่เฉพาะตัวมันไง สิ่งที่ถูกรู้คือคิดขึ้นมาไง ที่ชอบไง ผู้รู้ สิ่งที่ถูกรู้ มันก็คิดของมันไป ถ้าสติปัญญามันเท่าทัน มันก็เห็นไง ก็เห็นสติปัฏฐาน ๔ ไง
เครน ขาหยั่งมันตั้งมั่นคง มันยกขึ้น ยกไปไหนล่ะ ยกไปไหน ยกขึ้นมาแล้วให้เครนมันพลิกขึ้นมาใช่ไหม ให้เครนล้มไปเลยหรือ ยกขึ้นมาจะไปตั้งที่ไหน จะพิจารณาอย่างไร จะทำอะไรขึ้นมา ถ้าทำขึ้นมามันก็เป็นภาวนามยปัญญาไง ถ้าภาวนามยปัญญา เห็นไหม ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล บุคคล ๔ คู่เป็นอย่างไร
สถานะของจิต นี่ไง เวลาหลวงปู่มั่นท่านบอกว่า ภูมิ พระมีภูมิ มีภูมิ มีฐานะ จิตอยู่ตรงไหน ฐานะไหน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เวลาหลวงปู่มั่นท่านเช็กหมดล่ะ จิตเป็นอย่างไร แล้วจิตทำงานอะไร ทำงานแค่ไหน
ถ้ามันทำงาน มันมีสติ มหาสติ สติอัตโนมัติ ปัญญา
ที่ว่าปัญญานะ เดี๋ยวเห็นมหาปัญญามันจะตกใจ ว่าจิตนี้มหัศจรรย์แค่ไหน
ถ้าไม่มีปัจจัตตัง ไม่มีสันทิฏฐิโก ไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมา แล้วมันจะมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้าเป็นชิ้นเป็นอัน เราก็ตั้งใจของเรานี่ไง ฝึกหัดปฏิบัติของเราให้จริงจังขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ไม่ให้กิเลสมันตบหัว จะปฏิบัติธรรมก็ลูบหลัง เกาหลังเล่นน่ะ
ถ้าจริงจัง จริงจังก็ต้องเป็นทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เป็นกลางมัคโค ทางอันเอก ถ้าไม่ใช่มัคโค ไม่ใช่ทางอันเอก มันก็ตกไปทางสองส่วนไง อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ทางสองส่วนที่เราเคยชินกันอยู่นี่ไง
เราก็เคยชินสุขกับทุกข์ แล้วเราก็อยากได้สุข เกลียดทุกข์ อยากได้สุข มันก็เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย มันก็เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น แล้วของชั่วคราวก็จับไม่ได้ เพราะมันของชั่วคราวไง แวบๆๆ มันหลอกหัวใจนี้ไง แล้วหัวใจก็ปรารถนาความสุข ตะครุบๆ จะให้ความสุขไง ความทุกข์มันก็เกลียด ผลักๆๆ ไง
ตัณหาความทะยานอยากไง เหตุให้เกิดทุกข์ สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ เวลาพิจารณาไปแล้ว เวลามันคาย ตัณหาความทะยานอยาก สมุทัย ฆ่ามันๆ เวลามันขาดไง สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ขาดออกไปจากหัวใจ ดั่งแขนขาด ตัดขาดเลย ขณะ สถานะไง โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
โสดาปัตติมรรคคือเดินมรรค คือสติ คือปัญญา คือภาวนามยปัญญา ปัญญาที่ฝึกหัดเป็นแล้ว ถ้ามันฝึกหัดเป็น มันพิจารณาของมันไปไง เวลามันสมดุลพอดี มัคโค ทางอันเอกไง มรรคสามัคคีไง สมุจเฉทปหานไง เวลามันขาดดั่งแขนขาด
พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดแล้ว บอกไว้ชัดๆ แต่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มี ที่รู้ที่เห็นน่ะส่งออก ให้กิเลสมันหลอก ให้มันพลิกมันแพลง
ทั้งๆ ที่กิเลสมันก็มีอยู่กับเรา กิเลสมันอยู่ในหัวใจนะ ธรรมะ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาอยู่ในตู้พระไตรปิฎกแล้วใส่กุญแจไว้ เอาไว้ทำความสะอาด เวลาศึกษาค้นคว้านะ เวลาปัญญาเราเกิด เวลาเราพิจารณา เวลาพิจารณาเสร็จแล้ว ผลของมันกำลังคาบลูกคาบดอก คือผลไม่ชัดเจน ออกจากภาวนามารื้อพระไตรปิฎกเลย ธรรมและวินัยข้อไหน ถ้ารื้อได้ ปฏิบัติรื้อได้ตรงกับที่เราสงสัย แก้ไข เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว
แต่ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลนะ สิ่งใดถ้ามันติดขัด ขัดข้อง ข้องใจ ออกพรรษาแล้ว เปลี่ยนผ้าแล้ว พร้อมทุกอย่างแล้ว ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารายงานผล ข้าพเจ้าปฏิบัติอย่างนี้ๆๆ เกือบตายๆๆ อย่างนี้ ให้ข้าพเจ้าทำอย่างไรต่อ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านรอตรงนี้ รอตรงที่เอ็งเผชิญอะไร อะไรที่เป็นจริง
แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นนิยายธรรมะ คิดเองเออเอง แต่งเรื่องเอง แล้วก็จะให้มันเหมือนไง พอเหมือนเสร็จแล้วก็จะบรรลุธรรมไง
แต่ถ้ามันเป็นจริงนะ เงียบ หลวงปู่เจี๊ยะอยู่กับหลวงปู่กงมา ขั้นที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๑ พิจารณากาย เวลามันสมุจเฉท มันขาด พิจารณากายได้ถึงบุคคลคู่ที่ ๒ ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง ไม่พูดให้ใครฟังเลย เพราะความเพียรอันนี้มันมหัศจรรย์
แต่เดิมภาวนาไม่เป็น ล้มลุกคลุกคลาน บวชอายุ ๒๐ คนเฒ่าคนแก่นั่งภาวนากันได้ทั้งนั้น เราวัยรุ่นอายุ ๒๐ ทำงาน ถ้าทำงานทางโลกนี่ชั้นยอดเลย เวลาไปนั่งสมาธิภาวนาสู้คนแก่ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ท่านด้วยเหตุนี้เอาเป็นโจทย์ว่า เราอายุ ๒๐ เป็นลูกผู้ชาย อะไรก็ทำได้ ทำไมแพ้ผู้เฒ่า ผู้เฒ่าเขาทำได้ทั้งนั้นน่ะ ตั้งแต่นั้นน่ะอดนอน ผ่อนอาหารเลย
บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ ไม่พูดให้ใครฟัง เก็บไว้ในใจ เขารู้ได้อย่างไร อยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านเป็นธรรมๆ แค่เห็นพฤติกรรมการกระทำก็ควรรู้แล้วว่ามันแค่ไหน แต่ในเมื่อมันไม่รู้เห็น ต้องหลวงปู่มั่นเท่านั้น
ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นที่พร้าวน่ะ
กระผมพิจารณากายครับ พิจารณากายครับ
แล้วพิจารณาอย่างไร
พิจารณาอย่างนี้ครับ
หลวงปู่มั่น เออ!
แล้วให้ผมทำอย่างไรต่อครับ
ก็พิจารณากายอย่างเดิมนั่นแหละ พิจารณากายอย่างเดิม แต่หยาบ กลาง ละเอียด ละเอียดสุด กายนอก กายใน กายในกาย แต่ละชั้นแต่ละตอน
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ความเป็นธรรมอันนั้นท่านพิจารณาของท่านมา ท่านทำของท่านขึ้นมา เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่ไง มันไม่ใช่ตบหัวลูบหลังอยู่นี่หรอก
เวลากิเลสตบหัวหงายกลิ้ง หงายหน้าหงายหลัง แล้วก็กอนแล้วก็นิน กินแล้วก็นอน เป็นพระกรรมฐาน นักปฏิบัตินั่นน่ะ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมาก็ลูบหลังเกาเล่นอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่เห็นมีความเป็นจริงเป็นจังอะไรขึ้นมาเลย
เวลามันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ สันทิฏฐิโก เดินจงกรมนะ จนปวดเมื่อยไปหมด พอจิตมันลงเท่านั้นน่ะ อาการต่างๆ โอ้โฮ! คลายออก จิตนี้ โอ้! มันนุ่มนวล มันเดินเหมือนจะเหาะจะเหินเดินฟ้า
เวลาเดินทีแรกจะเป็นจะตายเชียว แต่มีสติปัญญากอบกู้ พยายามทำให้ได้ เวลากิเลส จิตมันสงบเข้ามามันวางหมดไง เหมือนจะเหาะจะลอยนะ เดินจงกรม เวลาปัญญามันหมุน จักรมันเคลื่อน หมุนติ้วๆ มันทันหมดน่ะ สติทันหมดเลย สิ่งที่มันวิตกวิจารณ์ในใจ สิ่งที่มันเป็นหนามยอกอก มันหายหน้าไปไหน มันถอนมันถอดหมดเลย มันเป็นมหัศจรรย์ในใจของตนเลย นี่ไง ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่สันทิฏฐิโก
แล้วใครเขาจะบอกว่าเอ็งทำกันได้ ใครจะบอก
ครูบาอาจารย์ไง ครูบาอาจารย์ที่ท่านทำมาแล้วท่านรู้
แล้วให้ผมทำอย่างไรต่อไป
ทำอย่างเดิมนั่นน่ะ ทำอย่างเดิม เพราะทำอย่างเดิมแล้วมันได้มา ถ้าทำอย่างอื่น มันจะออกช่องไหน
สิ่งที่ได้มาๆ นั่นน่ะมัชฌิมาปฏิปทา นั่นน่ะมรรคสามัคคี นั่นน่ะมัคโค นั่นน่ะเส้นทางของจิตดวงใด แล้วเส้นทางมันมีหยาบ มีกลาง มีละเอียด มีละเอียดสุด
เส้นทางยังไม่สิ้นสุดไง เส้นทางยังไปต่อได้ แต่ถ้าภาวนาไปแล้ว ถ้ามันได้มรรคได้ผลขึ้นไปแล้ว มันคิดว่านี่สุดเส้นทางไง แต่ถ้าเป็นความจริง นั่นคืออะไร นั่นคือกิเลสมันตบหัวไง เพราะกิเลสมันรู้แล้วว่า ก็ผ่านขั้นตอนมาขนาดไหน แล้วถ้ายังเป็นมหาสติ มหาปัญญาเข้ามา มันจะเข้าไปเผชิญหน้ากับกิเลสนั้นไง
กิเลสนั้นมันยังพลิกยังแพลงให้หลับใหล ให้เคลิบเคลิ้มว่า ถ้ามันละเอียดมันต้องไปทางอื่นไง มันจะมีทางเหาะเหินเดินฟ้า ทางใต้บาดาลที่มันจะมหัศจรรย์กว่านี้ไง
เวลาครูบาอาจารย์ตบเข้าที่เดิมไง เพราะที่เดิมเป็นมัคโคไง เส้นทางสายกลางไง ทางสายกลางของจิตดวงนั้นไง เป็นอำนาจวาสนาที่สร้างสมมาอย่างนั้นไง เส้นทางเดินให้เดินตรงจริตตรงนิสัย ตรงหัวกิเลสไง ตรงที่กิเลสมันหลบซ่อนอยู่นั่นน่ะ ซับ ทำลงไปตรงหัวมันนั่นน่ะ จิกหัวมันขึ้นมาไง ไม่ให้มันตบหัวใจไง ไม่ให้มันย่ำยีใจของตนไง
ถ้ามันฟื้นขึ้นมาโดยความเป็นจริงขึ้นมา นี่มัคโค ทางอันเอกไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนามันมีความมหัศจรรย์ที่นี่ไง
เรื่องอย่างอื่นมันเป็นเรื่องธรรมและวินัย วินัยมีทุกข้อ บังคับไว้เพราะอะไร สมมุติสงฆ์ บวชก็บวชด้วยความเป็นสมมุติ สมมุติจริงตามญัตติจตุตถกรรม พิธีกรรมในการบวช แต่มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราบวชในหัวใจของตน ชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอน มันมหัศจรรย์ที่นี่ไง
สอนตน สอนตนได้แล้ว ใครสงสัยอะไรบอกมา
แต่ทำจริงหรือเปล่า สอนตนให้ได้ก่อนแล้วค่อยสอนคนอื่นเขา เพราะมันปลอดภัย ความปลอดภัยในทางสาธารณะ ความปลอดภัยในตัวตนของตน ความปลอดภัยที่ไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ ความปลอดภัยที่ไม่ต้องมีหนทางจะต้องดำเนินต่อ จบสิ้นแล้ว ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เอวัง